ข้อบังคับการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

แรงงานบังคับเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีจำนวนแรงงานบังคับสูงสุดรองลงมาคือแอฟริกาและรัฐอาหรับ ในปี 2021 มีประชาชนประมาณ 50 ล้านคนที่อยู่ในสถานะทาสยุคใหม่ โดย 28 ล้านคนเป็นแรงงานบังคับ

ข้อบังคับการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

แรงงานบังคับเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงและแพร่หลาย ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีจำนวนผู้ที่ถูกบังคับใช้แรงงานสูงสุด ตามด้วยแอฟริกาและรัฐอาหรับ โดยในปี 2021 มีผู้คน 50 ล้านคนที่ตกอยู่ในสภาพทาสยุคใหม่ และในจำนวนนั้น 28 ล้านคนอยู่ในสภาวะแรงงานบังคับ

ปัญหานี้พบมากเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกซึ่งสินค้ามักผลิตผ่านห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและกระจัดกระจาย มีซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาช่วงจำนวนมาก โดยแรงงานบังคับอาจเกิดขึ้นในหลากหลายขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่เหมืองผลิตแร่ การแปรรูปซิลิคอนเวเฟอร์ ไปจนถึงการประกอบและทดสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ในบางกรณี แรงงานข้ามชาติอาจถูกจ้างโดยหลอกลวงและถูกบังคับให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย โดยได้รับค่าตอบแทนน้อยหรือไม่มีเลย  

มีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะในประเทศอย่างจีน ซึ่งกฎหมายแรงงานเข้มงวดน้อยและการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ส่งผลให้แรงงานต้องทำงานเป็นเวลานาน ได้รับค่าจ้างต่ำ เผชิญสภาพการทำงานที่เสี่ยงอันตราย และถูกเอาเปรียบในรูปแบบต่าง ๆ อีกทั้งอาจไม่สามารถลาออกได้เนื่องจากถูกข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือกดดันในรูปแบบอื่น ๆ

มีการรายงานการใช้แรงงานบังคับในการทำเหมืองและผลิตวัตถุดิบ เช่น โคบอลต์ ไมกา ดีบุก และอื่น ๆ เด็กจำนวนมากถูกบังคับให้ทำงานหนักเป็นเวลานานในสภาพแวดล้อมที่อันตรายและไม่ถูกสุขอนามัย บางรายถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและจิตใจ ตัวอย่างเช่น โคบอลต์เป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในสมาร์ทโฟน แล็ปท็อป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ โดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ผลิตโคบอลต์มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และมีรายงานการใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็กในเหมืองโคบอลต์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและวัตถุดิบต้นทางที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ

เพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศได้ออกข้อกำหนดและแนวปฏิบัติสำหรับบริษัทที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีตัวอย่างดังนี้  

  • US Forced Labor Prevention Act (UFLPA): UFLPA กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยมาตรการที่ใช้ในการป้องกันแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน และห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ  
  • German Supply Chain Due Diligence Act (SCDDA): SCDDA กำหนดให้บริษัทต้องดำเนินการแก้ไขหากบริษัทก่อให้เกิดหรือเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิมนุษยชนในทางลบ ไม่ว่าภายในองค์กรหรือในห่วงโซ่อุปทาน  
  • Modern Slavery Act (UK): รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ออกกฎหมาย Modern Slavery Act ในปี 2015 โดยกำหนดให้บริษัทที่มีรายได้เกิน 36 ล้านปอนด์ ต้องจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับมาตรการป้องกันทาสยุคใหม่ในองค์กรและห่วงโซ่อุปทาน  
  • California Transparency in Supply Chains Act (US): California Transparency in Supply Chains Act มีผลบังคับใช้ในปี 2012 โดยกำหนดให้บริษัทที่มีรายได้ต่อปีเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐและประกอบธุรกิจในรัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องเปิดเผยความพยายามในการกำจัดแรงงานทาสและการค้ามนุษย์ออกจากห่วงโซ่อุปทาน
  • EU Non-Financial Reporting Directive (EU): EU Non-Financial Reporting Directive กำหนดให้บริษัทบางประเภทต้องเปิดเผยนโยบาย ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน รวมถึงแรงงานบังคับ
  • Australian Modern Slavery Act (Australia): รัฐบาลออสเตรเลียได้ออก Modern Slavery Act ในปี 2018 โดยกำหนดให้บริษัทที่มีรายได้ต่อปีเกิน 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ต้องรายงานความพยายามในการระบุและจัดการความเสี่ยงทาสยุคใหม่ในองค์กรและห่วงโซ่อุปทาน

ข้อกำหนดเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและส่งเสริมความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ หากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตาม บริษัทอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษหรือคดีความซึ่งส่งผลกระทบทางการเงินและภาพลักษณ์ในระยะยาว

รัฐบาล องค์กรภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ยังได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาแร่ที่มาจากพื้นที่ความขัดแย้ง เช่น Dodd-Frank Wall Street Reform and Consumer Protection Act สหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยการใช้แร่ที่มาจากพื้นที่ความขัดแย้งในผลิตภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรายงานมาตรการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแร่นั้นมาจากแหล่งที่รับผิดชอบ ในขณะที่ Responsible Minerals Initiative ได้พัฒนาเครื่องมือและทรัพยากรเพื่อให้บริษัทสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ภายในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างโปร่งใสและมั่นใจว่าไม่ได้สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือความขัดแย้ง  

นอกจากนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ยังได้พัฒนาแนวปฏิบัติสำหรับห่วงโซ่อุปทานแร่แบบรับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงกระบวนการตรวจสอบความรอบคอบ (due diligence) เพื่อระบุและจัดการความเสี่ยงแรงงานบังคับและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการเหมืองและผลิตวัตถุดิบ Electronic Industry Citizenship Coalition (EICC) ยังได้จัดทำจรรยาบรรณสำหรับสมาชิก ครอบคลุมข้อกำหนดเรื่องการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ แนวปฏิบัติแรงงานที่เป็นธรรม และการเคารพสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน

เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและแนวปฏิบัติระดับโลก บริษัทในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จึงเริ่มจัดทำนโยบายเยียวยา ตรวจสอบซัพพลายเออร์ และมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน