21 สถิติ ESG ที่องค์กรควรให้ความสำคัญในปี 2024

ESG ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มองค์กร แต่การพูดถึง ESG อย่างแพร่หลายนี้มีอิทธิพลต่อการลงทุน การตัดสินใจทางธุรกิจ และข้อบังคับทางกฎหมายมากน้อยเพียงใด

21 สถิติ ESG ที่องค์กรควรให้ความสำคัญในปี 2024

แม้ความสนใจใน ESG และเสาหลักต่าง ๆ ของแนวคิดนี้จะเริ่มมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ปลายยุคปี 2010 แต่การนำกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนไปปฏิบัติและบูรณาการกลับเร่งตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

องค์กรในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และทั่วโลกตระหนักมากขึ้นถึงความสำคัญของประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่มีต่อผู้ลงทุน ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักอื่น ๆ ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ เพิ่มความเข้มแข็งในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ESG ภายใน การดำเนินกลยุทธ์ลดการปล่อยคาร์บอน หรือมาตรการตรวจสอบเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่สะอาดและโปร่งใสทางจริยธรรม 

สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าบุคคลแต่ละกลุ่มมีมุมมองต่อ ESG ที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้ กรอบแนวคิดดังกล่าวจึงมักถูกตีความในสามลักษณะหลัก

  • ประการแรก กลยุทธ์และโครงการภายในองค์กรที่มุ่งแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤติสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ การรับประกันค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม รวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่สร้างมนุษยธรรมสำหรับบุคลากรและแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการกำกับดูแลองค์กรที่ดี 
  • ประการที่สอง ชุดเกณฑ์ประเมินที่ผู้ลงทุนใช้ในการพิจารณาบริษัทจดทะเบียนเพื่อคัดเลือกโอกาสลงทุนที่มีจริยธรรมและยั่งยืน (แนวทางนี้บางครั้งถูกเรียกว่าการลงทุนเพื่อความยั่งยืนหรือการลงทุนเพื่อสังคมที่มีความรับผิดชอบ) 
  • ประการที่สาม ฐานรากของกฎระเบียบภาครัฐที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความรับผิดชอบในภาคเอกชนและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวคิด ESG ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งในภาคธุรกิจ ที่ปรึกษา และสถาบันการเงิน ข้อมูลข่าวสารด้านนี้กลับยิ่งทวีคูณและยากต่อการแยกแยะสาระที่แท้จริง Capital Group อธิบายไว้ใน รายงาน ESG Global Study ประจำปี 2022 ว่าแต่ละบุคคลต้อง “รับมือกับข้อมูล ESG อย่างล้นหลามที่ถาโถมเข้ามา” เพื่ออำนวยความสะดวก ผู้เขียนจึงได้รวบรวมสถิติที่น่าสนใจและ มีนัยสำคัญ เกี่ยวกับ ESG ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนเส้นทางการเติบโตของกรอบแนวคิด ESG ทิศทางที่จะก้าวต่อไปในอนาคต และความหมายของการที่ ESG กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดใหม่ต่อธุรกิจขององค์กรของคุณ 

ESG ในภาคธุรกิจ 

1. 88% ของบริษัทจดทะเบียนมีโครงการ ESG ภายใน

จากการสำรวจในปี 2020 บริษัทซอฟต์แวร์บริหารความเสี่ยง Navex พบว่าบริษัทจดทะเบียนเกือบ 9 ใน 10 แห่งมีโครงการ ESG ดำเนินอยู่ ตัวเลขนี้ลดลงอย่างชัดเจนในองค์กรที่เอกชนเป็นเจ้าของ โดยมีเพียง 67% ของบริษัทเท่านั้นที่จัดตั้งโครงการดังกล่าว 

(ที่มา: NAVEX Global 2020 survey)

2. 94% ของผู้บริหารรู้สึกกดดันให้ให้ความสำคัญกับ ESG 

ความเร่งด่วนในการพัฒนาและดำเนินนโยบายและแผนงาน ESG มีมากในระดับคณะผู้บริหาร นิตยสาร CFO ได้ศึกษาในปี 2023 และพบว่ามีเพียง 6% ของผู้บริหารเท่านั้นที่ไม่รู้สึกกดดันที่จะต้องให้ความสำคัญกับ ESG ในองค์กร นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของ Corporate Equality Index (CEI) ซึ่งเป็นรายงานที่เชื่อมโยงกับ ESG จัดทำโดย Human Rights Campaign เพื่อจัดอันดับองค์กรตามการดูแลและให้ความสำคัญกับกลุ่ม LGBTQ 

(ที่มา: CFO)

3. …แต่เกือบ 9 ใน 10 ผู้บริหารยังเห็นว่าโครงการ ESG มีความสำคัญต่อธุรกิจเช่นกัน

แม้ผู้บริหารจะต้องเผชิญแรงกดดันในการบูรณาการหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเข้าสู่องค์กร แต่ยังเกิดฉันทามติในกลุ่มนี้ต่อความสำคัญของแนวคิด ESG อีกด้วย การสำรวจโดย Ernst & Young ถามผู้บริหารว่าความยั่งยืนและ ESG สำคัญกับธุรกิจเพียงใด ผลคือส่วนใหญ่ถึง 87% เห็นว่าค่านิยมดังกล่าว “สำคัญมาก” หรือ “สำคัญอย่างยิ่ง” 

(ที่มา: Ernst & Young)

4. องค์กรใช้เงินเกือบ 700,000 ดอลลาร์ต่อปีในการเปิดเผยข้อมูลด้านภูมิอากาศ

แม้กฎระเบียบ ESG ในสหรัฐอเมริกาจะยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ธุรกิจก็ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในการวัดผลและวิเคราะห์ประเด็นด้านภูมิอากาศ จากการศึกษาปี 2022 บริษัทให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนอย่าง ERM พบว่าองค์กรในสหรัฐใช้เงิน “เฉลี่ยปีละ 677,000 ดอลลาร์” ในกระบวนการเปิดเผยข้อมูลด้านภูมิอากาศ เช่น การวัดผลการปล่อยคาร์บอน วิเคราะห์สถานการณ์ด้านภูมิอากาศ และควบคุมความเสี่ยงในระบบงาน 

(ที่มา: ERM SustainAbility Institute)

5. 76% ของผู้บริโภคกล่าวว่าจะเลิกติดต่อกับบริษัทที่ละเลยหลัก ESG 

ผลสำรวจปี 2021 โดย PwC พบว่ากว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภคเห็นตรงกันว่าจะเลิกสัมพันธ์กับ “บริษัทที่ปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อม พนักงาน หรือชุมชนที่องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างไม่เหมาะสม” เมื่อประเทศต่าง ๆ วางมาตรการบังคับด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG มากขึ้น ผู้บริโภคจึงมีเครื่องมือในการสอดส่องพฤติกรรมของบริษัท และทัศนคติเช่นนี้ก็จะยิ่งทวีความสำคัญ 

(ที่มา: PwC)

6. ยอดขายสินค้าที่อ้างอิงด้าน ESG เติบโตอย่างรวดเร็ว

แม้หลายคนจะมองความยั่งยืนและโครงการ ESG ด้วยแนวคิดอุดมคติ แต่ในทางปฏิบัติการสื่อสารคุณค่าเหล่านี้อย่างน่าเชื่อถือกลับส่งผลดีต่อธุรกิจ รายงานปี 2023 โดย Thomson Reuters วิเคราะห์ข้อมูลจาก NielsenIQ ในช่วงปี 2018 ถึง 2022 พบว่ายอดขายสินค้าที่อ้างอิง ESG เติบโตรวดเร็วกว่ากลุ่มสินค้าที่ไม่มีการอ้างอิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขายกลุ่มแรกเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ถึง 6.4% ต่อปี ภายในระยะเวลา 4 ปี ขณะที่กลุ่มหลังเติบโตเพียง 4.7% 

(ที่มา: Thomson Reuters Institute)

7. การใช้จ่ายทั่วโลกด้านบริการ ESG จะสูงถึง 65 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

ในปี 2023 ธุรกิจลงทุนกับบริการด้านความยั่งยืนน้อยกว่า 38 พันล้านดอลลาร์ งานวิจัยของ IDC คาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 65 พันล้านดอลลาร์ในปี 2027 เติบโตเฉลี่ย (CAGR) ถึง 15% “แรงกดดันเพื่อความเปลี่ยนแปลงรุนแรงกว่าครั้งใด” นักวิเคราะห์ IDC กล่าว “องค์กรที่เพิกเฉยต่อประเด็นนี้จะเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ ผลประกอบการทางการเงิน และแม้แต่โครงสร้างพื้นฐานของตนเองจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและการขาดแคลนทรัพยากร”

คำนิยามของบริการ ESG ของ IDC ครอบคลุมให้คำปรึกษา วิศวกรรม และบริการไอทีเพื่อผลักดันองค์กรสู่ทางออกที่สนับสนุนหลักสิ่งแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล 

(ที่มา: IDC)

8. ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างความเสียหาย 16 ล้านดอลลาร์ต่อชั่วโมง 

ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ขนาดของความเสียหายมักประเมินได้ยาก เพราะต้องคัดแยกเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากภูมิอากาศจริงกับเหตุการณ์เช่น เฮอริเคน น้ำท่วม คลื่นความร้อน ที่มีมานานหลายศตวรรษ 

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Communications ปี 2023 ได้แยกแยะความแตกต่างและประมาณตัวเลขได้ชัดเจน โดยคำนวณว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสร้างความเสียหายประมาณ 143 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 16 ล้านดอลลาร์ในทุก ๆ ชั่วโมง 

(ที่มา: Nature Communications)

9. Sustainalytics ให้คะแนนความเสี่ยง ESG แก่บริษัท 13,000 แห่ง 

เมื่อกรอบ ESG ได้รับการยอมรับในบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนที่เกี่ยวข้อง ก็เกิดบริการจัดอันดับจำนวนมากเพื่อวัดผลงานขององค์กรต่าง ๆ ในด้านนี้ เช่น RepRisk, EcoVadis และ MSCI โดย Sustainalytics ได้จัดทำคะแนน ESG ให้ บริษัทกว่า 13,000 แห่ง แล้ว 

10. 501 บริษัทลงนาม Climate Pledge เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ 

Climate Pledge ก่อตั้งโดย Amazon ร่วมกับ Global Optimism ในปี 2019 เป็นข้อตกลงที่องค์กรธุรกิจมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2040 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการของ Paris Agreement ที่กำหนดปี 2050 โดยมีองค์กรเข้าร่วม เช่น Mastercard, Sony, Hewlett Packard และ McKinsey & Company รวมถึงบริษัทอื่น ๆ อีกหลายร้อยแห่ง 

(ที่มา: The Climate Pledge)

11. เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อของสหประชาชาติ (SDG) เป็นหนึ่งในกรอบ ESG แรก ๆ 

กันยายน 2015 สหประชาชาติเปิดตัว “วาระ 2030” โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ทั้ง 17 ข้อ และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากประเทศสมาชิก 191 ประเทศ เป้าหมายที่กระชับแต่ทะเยอทะยานนี้ครอบคลุมตั้งแต่ “ขจัดความยากจน” “ขจัดความหิวโหย” “ลดความเหลื่อมล้ำ” “รับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” และ “ความเท่าเทียมทางเพศ” แม้เป้าหมายหลายข้อถูกมองว่ายากต่อการบรรลุในปี 2030 แต่ SDG ก็กลายเป็นกรอบที่มีอิทธิพลสูงในการวัดผลและดำเนิน ESG ในองค์กร 

(ที่มา: United Nations Global Compact)

ESG ในการลงทุน 

12. 47% ของนักลงทุนให้ความสำคัญกับ “E” ใน ESG มากที่สุด 

แม้ว่า ESG จะครอบคลุมมิติสภาพแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความซื่อสัตย์ของกิจการอย่างครบถ้วน หลายคนยังเลือกให้น้ำหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมเด่นกว่า ผลการศึกษา ESG ปี 2022 ของ Capital Group พบว่า นักลงทุนจัดสรรความสนใจในการลงทุนที่ยั่งยืนเกือบครึ่งหนึ่งไปยัง “องค์ประกอบ E” (Environment) ใน ESG สังคม (Social) มีค่าเฉลี่ย 25% และธรรมาภิบาล (Governance) 27% 

(ที่มา: Capital Group)

13. เกือบครึ่งของชาวอเมริกันสนใจลงทุนยั่งยืน แต่เพียงหนึ่งในสี่รู้ว่าต้องเริ่มอย่างไร

ผลสำรวจ Gallup ในปี 2022 ชี้ว่า 48% ของนักลงทุนสหรัฐสนใจลงทุนยั่งยืน แต่ระดับความตระหนักรู้กลับไม่สอดคล้อง โดยมีนักลงทุนเพียง 25% เท่านั้นที่เคยได้รับข้อมูล “อย่างมาก” หรือ “ในระดับหนึ่ง” เกี่ยวกับการลงทุนรูปแบบนี้หรือเครื่องมือทางการเงินที่รองรับ และมีเพียง 10% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ลงทุนในกองทุนยั่งยืนอยู่แล้ว 

(ที่มา: Gallup)

14. เงินไหลเข้าสู่กองทุนยั่งยืนเพิ่มขึ้น 1,400% ช่วงปี 2018-2021 

กองทุนยั่งยืนคือกองทุนที่ใช้หลัก ESG ในการประเมินและตัดสินใจลงทุน เมื่อกระแส ESG เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมกว้างขวาง กองทุนประเภทนี้จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปี 2018 มูลค่าการไหลเข้าสุทธิอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์ เพียงสามปีให้หลัง ในปี 2021 ตัวเลขเพิ่มเป็น 70 พันล้านดอลลาร์ หรือเติบโต 1,400% 

(ที่มา: McKinsey & Company)

15. ยุโรปมีสินทรัพย์ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์จากกองทุนยั่งยืนทั่วโลก 3 ล้านล้านดอลลาร์

ยุโรปคือผู้นำในตลาดการลงทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง มูลค่าทรัพย์สินกองทุนยั่งยืนในยุโรปสูงกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากปี 2021 คิดเป็น 83% ของมูลค่าทั้งโลก 

16. แต่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากกองทุนเหล่านี้ 8.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก 2024

แม้การลงทุน ESG ทั่วโลกจะเติบโตโดดเด่นในไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากลับพบการไหลออกสุทธิจากกองทุนยั่งยืนในไตรมาส 1 ปี 2024 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เริ่มในปี 2023 และกลายเป็นปีแรกที่กองทุนยั่งยืนในสหรัฐอเมริกามีเงินไหลออกสุทธิ ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของกระแส ESG 

(ที่มา: Morningstar 2024 Outflows; Morningstar 2023 Outflows)

ESG กับกฎระเบียบบังคับใช้ภาครัฐ 

17. CSRD ของสหภาพยุโรปจะครอบคลุม 50,000 บริษัททั่วโลกในที่สุด

คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่า EU Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ที่เริ่มเฟสแรกเมื่อ 1 มกราคมปีนี้ จะกระทบต่อ 50,000 บริษัทในท้ายที่สุด ข้อมูลวิเคราะห์อิสระเพิ่มเติมพบว่า 10,000 แห่งในจำนวนนั้น หรือ 20% เป็นบริษัทต่างชาติ โดยรวมถึง 3,000 บริษัทในสหรัฐอเมริกาด้วย 

(ที่มา: Persefoni; Wall Street Journal)

18. ขณะนี้มีกฎระเบียบการเปิดเผยข้อมูล ESG เกือบ 2,500 ฉบับทั่วโลก

รายงานปี 2023 โดย Carrots & Sticks ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติและ KPMG International ตรวจสอบและประเมินกฎระเบียบ ESG ที่ประกาศใช้ทั่วโลก และพบว่ามี ESG Policy เกือบ 2,500 ฉบับ โดยส่วนใหญ่เน้นเรื่องการรายงานและเปิดเผยข้อมูล แต่หลายฉบับยังรวมข้อกำหนดอื่นด้านความยั่งยืนอีกด้วย รัฐบาลและองค์กรกำกับดูแลออกนโยบายร่วมกันเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วนองค์กรอุตสาหกรรม ตลาดหุ้น และหน่วยงานการเงินออกอีก 45% 

(ที่มา: Carrots & Sticks)

19. แต่ตั้งแต่ปี 2015 มีเพียง 36% ของนโยบายเหล่านี้ที่บังคับใช้โดยเด็ดขาด

รายงานเดียวกันของ Carrots & Sticks ระบุแนวโน้มที่ดูขัดแย้งว่า ตั้งแต่ปี 2015 (ซึ่งตรงกับปีที่ UN ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ) มีนโยบาย ESG และความยั่งยืนใหม่ ๆ เพียงหนึ่งในสามที่เป็นข้อบังคับ ขณะที่ 63% เป็นแบบสมัครใจ ซึ่งแตกต่างกับปี 2020 ที่พบว่านโยบายที่บังคับใช้มีมากกว่าที่ยืดหยุ่น

บทสรุปคือ แม้การหารือและวาทกรรม ESG จะขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่การออกมาตรการหรือข้อกำหนดเชิงรูปธรรมยังคงกำลังปรับตัวตามแบบค่อยเป็นค่อยไป 

(ที่มา: Carrots & Sticks)

20. บริษัทขนาดใหญ่ในสหภาพยุโรปจะต้องจ่าย 350,000 ดอลลาร์/ปีเพื่อปฏิบัติตาม CSRD 

European Financial Reporting Advisory Group (EFRAG) ประเมินว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดทุนภายใต้กำกับดูแล EU ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ต้องปฏิบัติตาม CSRD จะเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดปีละประมาณ 350,000 ดอลลาร์ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจะ “มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อ CSRD เปลี่ยนจาก limited assurance เป็น reasonable assurance ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” 

(ที่มา: EFRAG)

21. มีเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามของบริษัทที่พร้อมสำหรับ CSRD และข้อกำหนด ESG อื่น ๆ

แม้ CSRD ของสหภาพยุโรปจะเริ่มดำเนินการหลายเฟสมาตั้งแต่ต้นปี 2024 แต่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจว่าองค์กรของตนมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอที่จะตอบสนองข้อกำหนดด้านการตรวจสอบข้อมูลได้ 

แบบสำรวจของ KPMG ล่าสุดที่สอบถามผู้บริหารระดับสูงและบอร์ด 1,000 คน พบว่ามีเพียง 29% ของบริษัทที่พร้อมสำหรับ CSRD และข้อกำหนดการรายงานเร่งด่วนอื่น ๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 4% จากการสำรวจในปี 2023 

(ที่มา: KPMG)

ต้นทุนของความยั่งยืน — และความเปราะบางของการเพิกเฉยในยุค ESG

หากจะสรุปภาพรวมจากข้อมูลด้าน ESG ที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่าการลงทุนขององค์กรในประเด็นความยั่งยืนและการเปิดเผยข้อมูลด้านภูมิอากาศนำหน้ากฏระเบียบต่าง ๆ บริษัทเผชิญแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุน องค์กรระหว่างประเทศ และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ อีกมากในการเสริมสร้างความโปร่งใสและเดินหน้าสู่เป้าหมายที่วัดผลได้ในประเด็นลดคาร์บอน สิทธิมนุษยชน และหลักการ ESG อื่น ๆ ผลลัพธ์คือองค์กรลงทุนในเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจากความต้องการทั้งทางตรงและทางอ้อม และจากข้อมูลข้างต้น มีแนวโน้มสูงที่ตลาดในอนาคตจะให้รางวัลกับบริษัทและผลิตภัณฑ์ที่ปฏิบัติตาม ESG อย่างเป็นรูปธรรมและยืนยันได้ ในขณะที่องค์กรที่ละเลยความยั่งยืนและจริยธรรมจะสะท้อนผลลัพธ์ลบผ่านสถานะทางการเงิน