RoHS คืออะไร
RoHS ย่อมาจาก Restriction of Hazardous Substances (ข้อจำกัดการใช้สารอันตราย) เป็นข้อกำหนดของสหภาพยุโรปสำหรับการควบคุมการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ RoHS ถูกนำมาใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2006 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดจากการกำจัดขยะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการจำกัดการใช้สารพิษบางประเภท RoHS ฉบับแรก หรือ Directive 2002/95/EC มีผลบังคับใช้ในปี 2006 โดยจำกัดการใช้สารอันตรายทั้ง 6 ชนิดดังนี้:
1. ตะกั่ว (Pb)
2. ปรอท (Hg)
3. แคดเมียม (Cd)
4. เฮกซะวาเลนต์โครเมียม (Cr VI)
5. โพลีโบรมิเนตเต็ดไบฟีนิล (PBB)
6. โพลีโบรมิเนตเต็ดไดฟีนิลอีเทอร์ (PBDE)
ข้อกำหนดนี้ได้รับการแก้ไขและขยายขอบเขตในปี 2011 กลายเป็น RoHS 2 (Directive 2011/65/EU) ซึ่งเพิ่มข้อบังคับเพิ่มเติมและขยายขอบเขตจากเดิม RoHS 2 ยังได้แนะนำเครื่องหมาย CE เพื่อแสดงถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ RoHS นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตที่รู้จักกันในชื่อ RoHS 2.1 หรือ RoHS 3—และในชื่ออย่างเป็นทางการ Directive 2015/863—มีผลบังคับใช้วันที่ 22 กรกฎาคม 2019 โดยเพิ่มสารต้องห้ามอีก 4 ชนิด ดังนี้:
7. บิส(2-เอทิลเฮกซิล) ฟทาเลต (DEHP)
8. บิวทิลเบนซิลฟทาเลต (BBP)
9. ไดบิวทิลฟทาเลต (DBP)
10. ไดไอโซบิวทิลฟทาเลต (DIBP)
RoHS ใช้กับผลิตภัณฑ์ใดบ้าง
RoHS ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์ IT และโทรคมนาคม เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค โคมไฟ เครื่องมือไฟฟ้า และอื่น ๆ ขอบเขตของ RoHS ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ตามที่คาดไว้ ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ในห้องครัว วีดีโอเกม ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่อาจไม่ได้นึกถึงในทันที เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ บุหรี่ไฟฟ้า และลู่วิ่งอัจฉริยะ การปฏิบัติตาม RoHS ช่วยรับรองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความปลอดภัยเมื่อใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อถูกกำจัด
ไม่จำกัดเฉพาะสหภาพยุโรป: การนำ RoHS ไปใช้ทั่วโลก
หลังจาก RoHS เริ่มบังคับใช้ในสหภาพยุโรป หลายประเทศนอกทวีปยุโรปก็ออกข้อบังคับที่มีแนวทางคล้ายกับ RoHS ของ EU เป้าหมายคือเพื่อควบคุมการใช้สารอันตรายในอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และปกป้องสิ่งแวดล้อมของประเทศเหล่านั้นด้วย แม้กฎหมายเหล่านี้จะมีแนวทางคล้ายกับ RoHS ของ EU โดยทั่วไป แต่ก็มักจะมีรายละเอียดและขอบเขตหรือกลไกการบังคับใช้ที่แตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละพื้นที่
รายชื่อกฎหมาย RoHS ในแต่ละประเทศทั่วโลก
ต่อไปนี้คือรายชื่อประเทศที่มีกฎระเบียบเวอร์ชันของ EU RoHS Directive (จัดตามลำดับอักษร):
ออสเตรเลีย
- ชื่อที่ใช้: Australian Hazardous Substances in Electrical and Electronic Equipment
- คำอธิบาย: ออสเตรเลียมีแนวปฏิบัติที่อ้างอิง EU RoHS อย่างใกล้ชิด แม้ว่ากฎข้อบังคับในระดับประเทศจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
- ขอบเขต: ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท
บราซิล
- ชื่อที่ใช้: ABNT NBR IEC 63000
- คำอธิบาย: ยังอยู่ในขั้นตอนร่าง แต่ขณะนี้มีการให้ความสนใจใหม่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน
- ขอบเขต: สอดคล้องกับข้อริเริ่มใน EU RoHS Directive ฉบับดั้งเดิม
จีน
- ชื่อที่ใช้: China RoHS (Administrative Measure on the Control of Pollution Caused by Electronic Information Products)
- คำอธิบาย:มีข้อกำหนดด้านการติดฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสารอันตรายทั้ง 6 ชนิดเหมือนกับ EU RoHS Directive ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เฮกซะวาเลนต์โครเมียม PBB PBDE
- ขอบเขต: เดิม China RoHS ครอบคลุมเฉพาะ electronic information product (EIP) ปัจจุบันขยายครอบคลุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมด
สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียน (EAEU)
- ชื่อที่ใช้: Technical Regulation TR CU 037/2016
- คำอธิบาย: ประเทศสมาชิก EAEU ได้แก่ อาร์เมเนีย เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และรัสเซีย ได้รับรองข้อบังคับที่สอดคล้องกับ EU RoHS Directive ล่าสุด
- ขอบเขต: ระเบียบนี้สะท้อนขอบเขตกลุ่มผลิตภัณฑ์ EEE ของ EU
ไอซ์แลนด์
- ชื่อที่ใช้: RoHS
- คำอธิบาย:แม้จะไม่ใช่สมาชิก EU แต่ไอซ์แลนด์ใช้ RoHS ของ EU เนื่องจากเป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)
- ขอบเขต: ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ EU RoHS Directive โดยตรง
อินเดีย
- ชื่อที่ใช้: E-Waste Management Rules
- คำอธิบาย:จำกัดการใช้ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เฮกซะวาเลนต์โครเมียม PBB และ PBDE
- ขอบเขต: มีข้อจำกัด RoHS-like สำหรับสารอันตรายในอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ญี่ปุ่น
- ชื่อที่ใช้: J-MOSS (Japanese Industrial Standard for the Marking of Specific Chemical Substances)
- คำอธิบาย: J-MOSS เน้นด้านการติดฉลากและจำแนกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีสารอันตรายบางชนิด
- ขอบเขต: ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและอุปกรณ์ IT เป็นหลัก
ลิกเตนสไตน์
- ชื่อที่ใช้: EU RoHS
- คำอธิบาย: แม้จะไม่ใช่สมาชิกสหภาพยุโรป, แต่ปฏิบัติตาม EU RoHS Directive ในฐานะสมาชิก EEA
- ขอบเขต: นำเอา EU RoHS Directive มาใช้โดยตรง
นอร์เวย์
- ชื่อที่ใช้: Prohibition on Certain Hazardous Substances in Consumer Products (PoHS)
- คำอธิบาย: จำกัดตะกั่วในระดับต่ำกว่ากำหนดของ EU RoHS พร้อมทั้งควบคุมสารเพิ่มเติมคือ PCP PFOA และ MCCP
- ขอบเขต: ข้อกำหนดนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคโดยทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะอุปกรณ์ EEE
สิงคโปร์
- ชื่อที่ใช้: SG-RoHS
- คำอธิบาย: จำกัดสารอันตราย 6 ชนิดเช่นเดียวกับ EU RoHS ฉบับเดิม
- ขอบเขต: กำหนดขอบเขตเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
เกาหลีใต้
- ชื่อที่ใช้: Korea RoHS (Act for Resource Recycling of Electrical and Electronic Equipment and Vehicles)
- คำอธิบาย:มีข้อจำกัดตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เฮกซะวาเลนต์โครเมียม PBB PBDE
- ขอบเขต: เหมือนกับ EU RoHS Directive โดยจำกัดการใช้สารอันตรายในอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ไต้หวัน
- ชื่อที่ใช้: Restricted Chemical Substances in Electrical and Electronic Equipment
- คำอธิบาย:สอดคล้องกับ EU ROHS ฉบับดั้งเดิมสำหรับสารทั้ง 6 ชนิด พร้อมข้อกำหนดด้านการติดฉลาก
- ขอบเขต: ใช้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์คล้ายกับ EU RoHS Directive โดยมีข้อกำหนดด้านแรงดันไฟฟ้า
ตุรกี
- ชื่อที่ใช้: Turkey RoHS
- คำอธิบาย: สอดคล้องกับ EU RoHS Directive อย่างใกล้ชิดและควบคุมสารอันตรายเดียวกัน
- ขอบเขต: เหมือนกับ EU RoHS Directive โดยควบคุมการใช้สารอันตรายในอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ยูเครน
- ชื่อที่ใช้: Decree No. 139
- คำอธิบาย: กฎหมายนี้คล้ายกับ EU RoHS Directive ล่าสุดที่ควบคุมสารอันตราย 10 ชนิด
- ขอบเขต: นำหมวดหมู่ EEE 11 กลุ่มและข้อยกเว้นของ EU มาใช้
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ชื่อที่ใช้: UAE RoHS
- คำอธิบาย:UAE RoHS กำหนดให้มีการประกาศ เอกสารทางเทคนิค และการรับรองสำหรับสารอันตรายทั้ง 10 ชนิด
- ขอบเขต: อ้างอิงกับ EU RoHS Directive สำหรับผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
สหราชอาณาจักร
- ชื่อที่ใช้: UK RoHS
- คำอธิบาย: สหราชอาณาจักรได้นำ EU RoHS Directive มาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน Brexit
- ขอบเขต: ข้อแตกต่างเดียวคือข้อกำหนดการติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนจาก CE เป็น UKCA
สหรัฐอเมริกา (แคลิฟอร์เนีย)
- ชื่อที่ใช้: California RoHS
- คำอธิบาย: ข้อบังคับ RoHS ของ California ซึ่งจัดทำภายใต้ Electronic Waste Recycling Act of 2003 จำกัดการใช้ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และเฮกซะวาเลนต์โครเมียมในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิดที่จำหน่ายในรัฐ
- ขอบเขต: เดิมกฎหมายนี้ใช้กับ video display devices แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะขยายและสอดคล้องกับ EU RoHS เพื่อให้ครอบคลุมอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่
เวียดนาม
- ชื่อที่ใช้: Circular 30/2011/TT-BCT
- คำอธิบาย: ควบคุมสารอันตราย 6 ชนิดที่กำหนดใน EU RoHS Directive เดิม
- ขอบเขต: จำกัดกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEE) บางประเภท
ความเหมือนที่สำคัญ
ความเหมือนที่สำคัญของข้อกำหนด RoHS และข้อบังคับต่าง ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก EU RoHS คือ เกือบทั้งหมดยังคงจำกัดการใช้สาร 6 ชนิดหลักเดียวกับกฎของ EU (ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เฮกซะวาเลนต์โครเมียม PBB และ PBDE) รวมถึงการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์ IT อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค และแสงสว่าง แม้มีรายละเอียดเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่ทุกกฎ RoHS เหล่านี้ล้วนมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากสารอันตรายในขยะอิเล็กทรอนิกส์
ข้อแตกต่างที่สำคัญ
ความแตกต่างหลักอยู่ที่กลไกของรัฐบาลหรือหน่วยงานกำกับแต่ละประเทศ เนื่องจากแต่ละแห่งมีข้อจำกัดและเงื่อนไขของตนเอง ส่งผลให้วิธีการบังคับใช้ข้อกำหนดแตกต่างกัน เช่น ความเข้มงวดในการทดสอบ การรับรองกระบวนการ และโทษปรับ อีกทั้งในบางประเทศอาจมีการจำกัดสารเพิ่มเติม หรือมีเกณฑ์ขีดจำกัดของสารต่างกันตามผลศึกษาทางภูมิศาสตร์ของแต่ละภูมิภาค ประเทศแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างในระยะเวลาและขั้นตอนการนำไปปฏิบัติจริง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา
โดยรวม แม้แต่ละประเทศจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่แนวโน้มทั่วโลกคือการปรับข้อกำหนดให้สอดคล้องกับ EU RoHS Directive เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากประเด็นด้านความปลอดภัยแล้ว การมีข้อบังคับลักษณะเดียวกันยังช่วยให้ประเทศต่าง ๆ มีโอกาสค้าขายกับ European Union ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ระดับโลก การปรับข้อกำหนดให้สอดคล้องกันช่วยลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายจากการต้องปฏิบัติตามกฎหลายระบบในตลาดต่าง ๆ และเอื้อให้ผู้ผลิตทั่วโลกแข่งขันในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ EU มักเป็นผู้นำทางนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับโลก การยึดแนวทางของภูมิภาคนี้ช่วยลดเวลาและงบประมาณโดยให้ประเทศต่าง ๆ ได้นำประสบการณ์ งานวิจัย และกรอบการดำเนินงานของ EU มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินการและติดตามผล