ประเด็นสำคัญของบทความ:
- การสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือกที่ไม่รวมจีนยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาในการสร้างเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานระยะยาว ด้วยเหตุนี้ ปี 2026 จะเป็นปีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนและการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน
- ในปี 2025 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาแหล่งแร่สำคัญภายในประเทศและในประเทศคู่ค้า โดยสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมกรอบความร่วมมือ U.S.-Australia Critical Minerals Framework ซึ่งทุ่มงบประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในโครงการร่วมด้านการผลิตแร่ สหรัฐฯ ยังร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียในโครงการโรงกลั่นแร่หายาก และลงนามในข้อตกลงเพิ่มเติมกับกัมพูชา มาเลเซีย และประเทศไทย
- ภายในประเทศ กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ได้ประกาศโครงการสำคัญหลายโครงการเพื่อเร่งการสกัดแร่ ได้แก่ โครงการมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเหมือง การแปรรูปและการรีไซเคิลแร่, เงินทุนสนับสนุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปแร่แบตเตอรี่ในระดับอุตสาหกรรม และโครงการขนาดใหญ่อื่น ๆ อีกหลายโครงการ
ย้อนหลังไปถึงปี 2023 ห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญและวัตถุดิบดิบถูกจับตามองมากขึ้นกว่าที่เคย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการควบคุมการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากจีนซึ่งเป็นผู้ผลิต แร่สำคัญและแร่หายากรายใหญ่ที่สุดในโลก มาตรการควบคุมการส่งออกนี้ซึ่งมุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรตะวันตกอื่น ๆ ได้ผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกต้องตรวจสอบลึกถึงซับ-ไทเออร์ของตนเพื่อหาแหล่งวัตถุดิบดิบทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
ในความเป็นจริงสำหรับหลายองค์กร จีนยังครองความโดดเด่นในด้านการทำเหมือง สกัดและแปรรูปวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตของผู้ผลิตเหล่านั้น ตัวอย่างเช่นแร่ gallium ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เลเซอร์ อุปกรณ์แพทย์ และแผงโซลาร์เซลล์ โดยจีนควบคุมการกลั่น gallium ถึงประมาณ 99% ของโลก ซึ่งแม้องค์กรจะจัดหาเหมืองและ gallium ดิบได้แล้ว ก็ยังจำเป็นต้องค้นหาโรงงานแปรรูปทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาจีนในบางช่วงของห่วงโซ่อุปทาน
แม้แร่สำคัญแต่ละชนิดจะไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของจีนระดับเดียวกับ gallium แต่แร่ที่จีนจำกัดการส่งออกเกือบทั้งหมดล้วนมีทางเลือกด้านเหมืองและโรงแปรรูปจำกัด อีกทั้งยังมีระยะเวลาส่งมอบ (lead time) ที่นานสำหรับเครื่องจักรและโรงงานใหม่ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญทางเลือกจึงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ใช้แรงงานสูง และอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี
อย่างไรก็ตาม การสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับจีนนั้นยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศอย่างสหรัฐเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ปี 2026 จึงเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของการลงทุนและการกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานทางเลือก ด้านล่างนี้คือประเด็นสำคัญ 4 ข้อที่องค์กรที่ต้องพึ่งพาแร่สำคัญหรือแร่หายากควรติดตามตลอดทั้งปี
ความมั่นคงของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้ประกาศข้อตกลงที่นำไปสู่การระงับมาตรการควบคุมการส่งออกแร่สำคัญส่วนใหญ่ที่จีนครองการผลิตเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน 2026 ข้อตกลงนี้เปรียบเสมือนเส้นชีวิตสำหรับหลายอุตสาหกรรมที่หากไม่มีข้อตกลงนี้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากข้อจำกัดการส่งออกที่จีนประกาศก่อนหน้าข้อตกลงดังกล่าว
ข้อตกลงการค้าเอื้อประโยชน์ต่อการผลิตระดับโลก
แม้ข้อตกลงจะอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่ผู้ผลิตระดับโลกก็ได้รับประโยชน์ด้วย เพราะข้อจำกัดการส่งออกแร่ของจีนใช้กับทุกประเทศ นอกจากนี้จีนยัง วางแผนขยายการจำกัดสินค้าส่งออกให้ครอบคลุมแร่มากขึ้น และขยายข้อจำกัดไปยังผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนที่มีแร่เหล่านี้อีกด้วย แม้บางฝ่ายมองว่าเป็นการวางกลยุทธ์ต่อรองเจรจาการค้าสำคัญ แต่ข้อจำกัดใหม่นี้ก็ยังคงอยู่ในกฎหมายแม้จะถูกระงับชั่วคราว และอาจกลับมาบังคับใช้เมื่อข้อตกลงหมดอายุปลายปี 2026
แม้แรงกดดันจะผ่อนคลายลงชั่วคราว แต่คำถามเกี่ยวกับความมั่งคงของข้อตกลงยังคงอยู่ ข้อตกลงนี้อาจมีการขยายเวลาก่อนพฤศจิกายน แต่ก็ไม่มีหลักประกันเนื่องจากความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดและเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ
แม้สหรัฐและสหภาพยุโรปจะลงทุนสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญทางเลือกที่ไม่พึ่งจีน แต่กำลังการผลิตในโรงงานใหม่เหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอจะแทนที่บทบาทบริษัทจีนในตลาดแร่ ดังนั้น ข้อตกลงการค้านี้และภาพรวมภูมิรัฐศาสตร์ควรได้รับการติดตามใกล้ชิดในปี 2026 เพราะอาจเกิดผลกระทบที่ฉับพลันและรุนแรงทันทีหากข้อตกลงสะดุดหรือระงับโดยไม่มีแผนสำรอง
สหรัฐจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตแร่สำคัญได้เร็วแค่ไหน
ในปี 2025 รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งแร่สำคัญภายในประเทศและประเทศคู่ค้า ในระดับระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมกรอบ U.S.-Australia Critical Minerals Framework ด้วยงบประมาณร่วม 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในหลายโครงการ สหรัฐยังร่วมกับซาอุดีอาระเบียในโครงการโรงกลั่นแร่หายาก และลงนามข้อตกลงเพิ่มเติมกับกัมพูชา มาเลเซีย และประเทศไทย โดยนักลงทุนสหรัฐฯ ได้สิทธิ “ปฏิเสธสิทธิ์ครั้งแรก” (right of first refusal) สำหรับการขายสินทรัพย์แร่ในประเทศเหล่านี้
ประกาศสำคัญจาก DOE เรื่องแร่สำคัญ
ภายในประเทศ กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) เปิดตัวโครงการและงบประมาณจำนวนมากเพื่อเร่งการสกัดแร่ในประเทศ ได้แก่
- โครงการ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อผลักดันเทคโนโลยีเหมือง การแปรรูป และรีไซเคิลแร่
- เงินทุนสนับสนุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการแปรรูปแร่แบตเตอรี่เชิงพาณิชย์
- เงินสนับสนุน 275 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเพิ่มศักยภาพในการสกัดแร่จากกากเหมือง
- งบประมาณ 80 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพัฒนาเทคนิคเหมืองแร่รุ่นใหม่
สหรัฐฯ ยังถือหุ้นในบริษัทเหมืองและแปรรูปอีกหลายแห่ง และให้เงินกู้กว่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้โครงการเหมือง lithium ก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์
จากพัฒนาการทั้งหมดนี้ ชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญทางเลือกเป็นอย่างสูง สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือสหรัฐฯ จะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตเชิงพาณิชย์ได้เร็วแค่ไหน เมื่อเทียบกับความครอบงำห่วงโซ่อุปทานแร่ของจีนแล้ว สหรัฐฯ และพันธมิตรยังมีหนทางอีกยาวไกลจนกว่าจะสามารถตอบโจทย์ปริมาณความต้องการในการผลิตภายใน ปี 2026 นี้ การติดตามความสำเร็จของโครงการต่าง ๆ ทั้งด้านตรงตามแผนและคุณภาพของแร่ที่ผลิตได้ จะเป็นประเด็นสำคัญ
ปริมาณแร่รีไซเคิลจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การรีไซเคิลแร่และการแปรรูปกากเหมืองได้รับการระบุว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีเพิ่มแหล่งแร่สำคัญและแร่หายากในประเทศ โดยในแง่หนึ่งถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการผลิตแร่หายากภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม กระบวนการรีไซเคิลแร่หายากมักต้องใช้วิธีแยกและสกัดที่ซับซ้อน ส่งผลให้การเพิ่มจำนวนโรงงานรีไซเคิลแร่สำคัญค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โครงการ “Big Hill” Tailings ที่ดำเนินการในปี 2025 ได้ขนส่งกากเหมืองจาก DRC ไปยังเบลเยียมเพื่อแปรรูปเป็นgermanium ขณะเดียวกัน ศูนย์รีไซเคิลอย่าง Tyseley Energy Park ในสหราชอาณาจักรและศูนย์ของ Redwood Materials สามารถรีไซเคิลแร่สำคัญจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ ลดความจำเป็นในการนำเข้าแร่ใหม่ อีกหลายบริษัทได้รับเงินทุนเพื่อสร้างโรงงานรีไซเคิลแร่เชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป ซึ่งมีกำหนดเปิดในปี 2026 หรือ 2027
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือความพยายามเหล่านี้จะทันกับความต้องการแร่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหรือไม่ โดยรายงานล่าสุดของ IEA คาดว่าอุปสงค์แร่สำคัญจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2030 ขณะเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกำลังได้รับความนิยม แม้สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปจะเร่งรีไซเคิล แต่ข้อเท็จจริงคือสำหรับแร่ส่วนมาก การรีไซเคิลสามารถตอบสนองเพียงส่วนน้อย (โดยทั่วไป 5-20% ของอุปสงค์ ขึ้นอยู่กับชนิดแร่)
แนวโน้มสำคัญปี 2026 ที่ควรจับตาคือการเปิดโรงงานรีไซเคิลใหม่ ๆ และปริมาณแร่ที่สามารถผลิตได้
บริษัทตะวันตกจะยังขายสิทธิ์ในเหมืองให้บริษัทจีนต่อไปหรือไม่
ต่างจากบริษัทจีนที่เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งมักรับความเสี่ยงระยะยาว บริษัทตะวันตกกลับถูกกดดันให้ทำกำไรระยะสั้นเพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น จึงมีแนวโน้มขายโครงการที่เห็นว่าเสี่ยงหรือได้ผลตอบแทนน้อยให้บริษัทจีน
สำหรับบริษัทจีนเองนั้น มีความสามารถรับความเสี่ยงสูง พร้อมรับผลตอบแทนในอนาคตระยะยาว ซึ่งในปี 2025 เพียงปีเดียว โครงการใหญ่อย่างNgualla Project แห่งแทนซาเนีย Raygorodok Gold Mine และ Abujar Gold Mine ในไอวอรี่โคสต์ ต่างถูกบริษัทตะวันตกขายให้บริษัทจีน
แม้มีการพัฒนาเหมืองใหม่ในตะวันตกโดยมีเงินอุดหนุนจากรัฐมากขึ้น แต่ความพร้อมรับความเสี่ยงที่ต่ำของบริษัทตะวันตกจะยังเป็นอุปสรรคต่อการกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญจากจีน แม้การสร้างห่วงโซ่อุปทานจะเป็นภารกิจต่อเนื่อง แต่แนวโน้มในอดีตของบริษัทตะวันตกที่ยังขายสิทธิ์โครงการให้จีน — อันขัดกับเป้าหมายความเป็นอิสระด้านแร่สำคัญอย่างสิ้นเชิง — จึงควรจับตาต่อไปในปี 2026
ความผันผวนของแร่สำคัญต้องใช้ SCRM ที่มีประสิทธิภาพ
ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญมีความผันผวนสูงกว่าอดีตมาก กระแสภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงซัพพลายของแร่สำคัญและแร่หายากทันที — โดยเฉพาะเมื่อจีนเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวเหล่านี้
องค์กรที่ต้องการความมั่นคงระยะยาวควรเข้าใจว่าสินค้าของตนประกอบด้วยแร่อะไรบ้าง มีชิ้นส่วนทดแทนตัวใดในตลาด และหากแร่สำคัญจากจีนถูกตัดขาด จะมีแนวทางห่วงโซ่อุปทานใดที่เป็นไปได้ ปี 2025 อาจถือเป็นปีสัญญาณเตือน แต่ปี 2026 ควรเป็นปีที่องค์กรตัดสินใจจริงจังเพื่อสร้างความเป็นอิสระด้านแร่สำคัญให้มากขึ้นจากจีน ท่ามกลางความเสี่ยงที่ห่วงโซ่อุปทานจะหยุดชะงักอย่างกะทันหัน องค์กรควรเริ่มวิเคราะห์เชิงลึกภายในก่อนจะสายเกินไป ยิ่งลงมือเร็ว ทางเลือกที่สามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นก็จะยิ่งหลากหลายมากขึ้น
Z2Data ช่วยวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานขององค์กรของคุณได้อย่างไร
แพลตฟอร์ม การบริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน ของ Z2Data มีบทบาทสำคัญในการประเมินจุดเปราะบางด้านแร่สำคัญ ซอฟต์แวร์นี้ให้ข้อมูล Full Material Declarations (FMDs) หลายล้านชุดที่พร้อมใช้งานซึ่งสามารถชี้ให้ทราบทันทีว่าแต่ละชิ้นส่วนประกอบไปด้วยแร่อะไรบ้าง นอกจากนี้ Z2Data ยังมีข้อมูลจุดเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานนับล้านจุดที่แสดงได้ว่าแร่ในชิ้นส่วนขององค์กรอาจมาจากที่ใด และช่วยวางแผนการจัดหาแหล่งทางเลือกสำหรับชิ้นส่วนได้
ท้ายที่สุด ข้อมูลด้านแร่ของ Z2Data สามารถให้ภาพรวมละเอียดของอุตสาหกรรมสำหรับแต่ละแร่ในชิ้นส่วนขององค์กรเพื่อให้ผู้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เข้าใจภาพรวมตลาดและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Z2Data และวิธีที่ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้องค์กรของคุณเข้าใจจุดเปราะบางด้านการจัดหาแร่สำคัญ รวมถึงเริ่มต้นวางแผนรองรับอนาคตได้อย่างไร หรือหากต้องการทดลองใช้งานกับผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ของเรา โปรดเริ่มใช้งานฟรี